วันอาทิตย์ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566

เทคนิคการลงสีน้ำแบบง่ายๆ

 

https://pin.it/6jonyMR

1) เทคนิคการระบายให้สีเรียบ

เทคนิคระบายสีน้ำให้เรียบคือต้องผสมสีให้มีความพอเหมาะไม่หนืดเกินและไม่เหลวจนเกินไป โดยใช้พู่กันแต้มสีลงในถาดผสมแล้วเติมน้ำทีละนิดคนจนให้น้ำกับสีเข้ากัน เมื่อเข้ากันแล้วให้ลองใช้พู่กันไปป้ายลงในกระดาษที่ไม่ได้ใช้เพื่อทดสอบว่ามีความข้นพอเหมาะกับที่เราต้องการหรือยัง เพื่อพอเหมาะแล้วจึงทำการลงสีในงานจริง โดยวิธีการลงสีที่ถูกต้องคือ ให้ใช้พู่กันจุ่มสีแล้วปาดลงที่ชิ้นงานหนึ่งครั้ง ครั้งต่อไปก็ให้ปาดไปในทิศทางเดียวกันโดยปาดให้เหลื่อมกับเส้นก่อนหน้าทุกครั้งเพื่อเป็นการเก็บสีไม่ให้มีรอยต่อ ทำแบบนี้ไปเรื่อย ๆ จนเสร็จ เท่านี้ คุณก็จะได้ภาพระบายสีน้ำที่เรียบและสวยงามตามต้องการ


2) เทคนิคการไล่สี

เป็นการเพิ่มมิติให้กับภาพของคุณ การไล่สีมีทั้งแบบจากสีเข้มไปสีอ่อนและจากสีอ่อนไปสีเข้มตามที่เราต้องการ วิธีการก็ทำเช่นเดียวกับการระบายสีให้เรียบคือปาดสีทับกันไปเรื่อย ๆ แต่จะแตกต่างกันที่เราจะเพิ่มหรือลดความเข้มของสีทุกครั้งในการปาด หากจะไล่จากอ่อนไปเข้มก็ต้องบีบสีเพิ่มความเข้มไปในจำนวนที่เท่ากันทุกครั้ง ในทางตรงกันข้ามหากจะไล่จากสีเข้มไปสีอ่อนก็ต้องเพิ่มน้ำไปในจำนวนเท่ากันเช่นกัน


ส่วนอีกแบบหนึ่งคือ การไล่สีคนละสีที่มีจำนวน 2 สีขึ้นไป วิธีการก็ไม่แตกต่างจากไล่สีเดียวกัน เพียงแต่เราต้องล้างพู่กันแล้วระบายสีที่ต่างกันปาดทับให้เหลื่อมเส้นเพื่อเก็บสีเช่นเคย

เทคนิคระบายแบบสีเปียกบนกระดาษแห้ง

เป็นการระบายโดยใช้สีผสมน้ำให้พอเหมาะแล้วค่อยไประบายบนกระดาษแห้ง สีที่ได้จากการระบายจะเรียบ ใช้สำหรับระบายภาพที่เป็นวัตถุที่มีพื้นผิวเรียบ เช่น ฝาหนังห้อง พื้นบ้าน เป็นต้น


3) เทคนิคการระบายแบบสีแห้งบนกระดาษแห้ง

เป็นการระบายโดยใช้สีที่ไม่ผสมน้ำหรือผสมเพียงเล็กน้อยเท่านั้นลงบนกระดาษแห้ง สีที่ได้จากการระบายจะ


ขรุขระ ใช้สำหรับระบายภาพที่มีวัตถุที่มีพื้นผิวหยาบ เช่น หน้าผาหิน พื้นทางเดินที่มีลักษณะขรุขระ เป็นต้น


4) เทคนิคการระบายแบบสีเปียกบนกระดาษเปียก

เป็นการระบายโดยใช้สีที่ผสมน้ำลงไปบนกระดาษที่เปียกโดยการลงน้ำไว้แล้ว สีที่ได้จากการระบายจะซึมเข้าไป


ในกระดาษได้มากกว่าปกติและจะมีลักษณะนวล ๆ ใช้สำหรับระบายภาพที่ต้องการความรู้สึกนุ่มนวลหรือชุ่มน้ำ เช่น แม่น้ำลำธาร ท้องฟ้า เป็นต้น


เป็นอย่างไรกันบ้างกับเทคนิคการระบายสีน้ำที่นำมาฝาก ไม่ยากเลยใช่ไหม ทีนี้เราก็จะสามารถสร้างภาพจาก


สีน้ำให้งดงามด้วยฝีมือเราเอง เทียบเท่ากับจิตรกรมืออาชีพได้เลยทีเดียว

นำเนื้อหามาจาก

https://pbwatercolor.org/%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%84%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%87%E0%B9%88%E0%B8%B2/



วันเสาร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566

เทคนิคพื้นฐานการระบายสีน้ำ

 พื้นฐานการระบายสีน้ำ




1. ระบายแบบเปียกบนเปียก

ใช้สีที่ผสมกับน้ำแล้วมาระบายบนกระดาษเปียก ไม่ว่าจะเป็นเปียกน้ำหรือเปียกสีก็ตาม จากนั้นนำพู่กันจุ่มสีแบบเข้มข้น มาแตะบนกระดาษเปียก วิธีแบบนี้จะทำให้สีไหลซึมกับสีอื่นๆ ทำให้เกิดเป็นสีใหม่ขึ้นมา ถ้ากระดาษแบบเปียกชุ่ม จะเหมาะสำหรับระบายภาพท้องฟ้าหรือทะเล ส่วนกระดาษเปียกปกติ เหมาะกับการระบายรูปทรงต่างๆ ทั่วไป และถ้าใช้กระดาษเปียกหมาดๆ เหมาะสำหรับการระบายเพื่อสื่อถึงพื้นผิวที่ไม่เรียบ

2. ระบายแบบเปียกบนแห้ง

การใช้สีที่ผสมกับน้ำแล้วมาระบายบนกระดาษแห้งนั่นเอง ซึ่งมีการระบาย 3 แบบ ได้แก่

• การระบายเรียบสีเดียว คือ การระบายตามแนวนอนของกระดาษให้ต่อเนื่องไปตามคราบสีที่ยังเปียกอยู่จนจบ ผลที่ได้ สีจะเรียบและสม่ำเสมอ

• การระบายหลายสี คือ วิธีการก็จะเหมือนกับการระบายเรียบสีเดียว แต่เมื่อระบายสีแรกเสร็จเรียบร้อย ให้ระบายสีที่สองต่อในวิธีเดิม ผลที่ได้ สีต่างๆ จะมีความกลมกลืนกัน

• การระบายเรียบอ่อนแก่ คือ การระบายที่ทำให้เกิดความหนักเบาของสีนั่นเอง เป็นการไล่สีจากอ่อนไปแก่ หรือจากแก่ไปหาอ่อน ผลที่ได้ ภาพที่ระบายจะมีมิติ มีแสงและเงา

3. ระบายแบบแห้งบนแห้ง

การใช้สีข้นๆ มาแตะ ขีด หรือระบายบนกระดาษ เพื่อเพิ่มรายละเอียดความน่าสนใจให้กับภาพวาดมากยิ่งขึ้น

4. ระบายเคลือบ

การระบายทับสีที่แห้งสนิทแล้ว ด้วยสีเดิมที่เข้มกว่า ถ้าสีพื้นเข้มรูปต้องสีอ่อน แต่ถ้าสีพื้นอ่อนรูปสีต้องเข้ม ผลที่ได้จะเพิ่มความตื้นลึกของภาพ

เหล่านี้คือเทคนิคง่ายๆ เบื้องต้น ซึ่งคุณ

บทความนี้ได้มาจาก

วันศุกร์ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566

การเลือกกระดาษสำหรับวาดสีน้ำ

 
https://pin.it/7vAJQVn

กระดาษเรียบคือ Hot pressed เป็นกระดาษที่ผ่านกระบวนการทางความร้อนทับจนเรียบเนียน เหมาะกับการวาดรายละเอียดมากๆ กระดาษอุ้มน้ำได้ดี แก้ไขได้ วาดทับได้หลายครั้ง แต่อาจจะไม่เหมาะกับคนที่ชอบวาดฉ่ำๆในพื้นที่เยอะๆ เพราะด้วยคุณสมบัติของกระบวนการในการบีบอัดกระดาษ ทำให้มันอมน้ำได้ดีก็จริงแต่น้ำก็ไม่กระจายตัวไปมาก กระดาษนี้ ใช้ดรออิ้งได้เหมือนกัน มีศิลปินหลายคนใช้วาดสีไม้ ผสมกับสีน้ำ กระดาษก็ไม่เป็นขุย หรือขึ้นเงาวาวๆ นะคะ เมื่อก่อนนี้โทษสีไม้เลย ยี่ห้อนั้นนี้ไม่ดี วาดแล้วมันวาวๆ วาดทับไม่ได้ ที่แท้ตัวเองเลือกกระดาษไม่เป็นเอง เรียกได้ว่า ขึ้นเวทีไม่ถูก ตัวจะรำแต่ดันไปขึ้นเวทีมวย อะไรแบบนั้น


กระดาษยอดนิยม คือ Cold pressed ที่บอกว่ายอดนิยมคือ มันหาซื้อได้ทั่วไป และทุกยี่ห้อมีขาย หาไม่ยาก กระดาษนี้คือ กระดาษที่มีผิวหยาบเล็กน้อย บางคนเรียกว่า กระดาษกึ่งหยาบ คุณสมบัติของกระดาษแบบนี้จะอุ้มน้ำได้เยอะ ค่อนข้างแห้งช้า แก้ไขได้บ้างเล็กน้อย แต่ไม่เท่าแบบ hp เพราะมันมีพื้นผิว สีจะทิ้งเกรน(คราบ)ได้ง่ายกว่าแบบ hp สีกระจายตัวไปได้มากกว่า แบบ hp ในพื้นที่กว้าง เก็บรายละเอียดได้ดีพอสมควร แต่ไม่นิยมใช้วาดงาน Botanical ด้วยตัวกระดาษมีพื้นผิวชัด เวลาถ่ายรูปเพื่อเป็นงาน print จะไม่ค่อยสวยค่ะ เดี๋ยววันหลังมาเล่าว่าทำไมงาน botanical มักทำเป็นงาน print และกระดาษ มักใช้แบบ extra white กัน 


กระดาษแบบ Rough หยาบมาก ผิวสัมผัสนี่สนุกมากค่ะ ถ้าคนชอบวาดสีน้ำแบบฟู่ๆ น้ำเยอะๆ ปาดสนุกๆ นี่ก็เป็นหัวใจของเทคนิคเหมือนกันค่ะว่าต้องกระดาษชนิดนี้ ความหยาบของกระดาษ ทำให้กระดาษสามารถกระจายน้ำไปได้เยอะมาก สีแห้งช้า เพราะฉะนั้นจะทับ จะปาด จะป้าย จะโรยเกลือสร้างtexture ก็สามารถทำได้แบบสนุกๆ แต่..ไม่เหมาะเอามาวาดแบบเก็บรายละเอียดยิบๆนะคะ เส้นแตกกันเลยทีเดียว เหมาะกับงาน landscape วาดวิวทิวทัศน์ ท้องทุ่ง ทะเล กว้างไกล สุดลูกหูลูกตา ฟ้าสีฟ้าปร๊าบส้มยามเย็น กระดาษนี้จัดให้ได้ อากู๋ ทำให้โลกสีน้ำของเราเบิกเนตรกันเลยทีเดียว ทีนี้ก็ได้ความรู้เรื่องกระดาษแล้วก็เลือกใช้ให้เหมาะกับงาน ยังๆๆ มันมีอีกนะคะ ในหน้าปกไม่ได้บอกแค่นี้ ... 


 กระดาษ แบบ 100%Cellulose คือกระดาษที่ทำมาจากเยื่อไม้ค่ะ เวลาเอามาวาดจะได้รูปแบบนึงคือ มันจะคลุมโทนสีให้อัตโนมัตินะเออ เอากะเค้าซิ ด้วยคุณสมบัติของกระดาษชนิดนี้ ซึ่งผลิตมาจากเยื่อไม้ใยไม้ทั้งหลายมันจะไม่ทำให้สีสดมาก อย่าไปโทษสีนะคะว่าทำไมสีฉันมันห่วยแตก ไม่สดเอาซะเลย สำหรับคนที่ชอบวาดงานโทนสีเน่าๆนิดๆ ทึมๆหน่อยๆ สไตล์แอนทีคเบาๆ กระดาษนี้เลยค่ะตอบโจทย์ ไม่ต้องไปผสมสีให้เน่าให้ตุ่น แค่วาดไปตามสดๆเรา นี่ล่ะมันตุ่นให้เอง เออไงล่ะตอบโจทย์คนชอบสีแนวเอิร์ทเลยนะคะ กระดาษชนิดนี้ เค้ามักผลิตมา2 แบบคือ Rough กับ Cold pressed นะคะ ยี่ห้อที่ขึ้นชื่อเค้าคือ canson รุ่น montval ค่ะ ส่วนยี่ห้ออื่นๆก็มีบ้างแต่ไม่ค่อยมีเห็นในบ้านเราเท่าไหร่


 กระดาษแบบ Fiber คือ กระดาษที่ทำมาจากใยสังเคราะห์ผสมกับเยื่อไม้ หรือ ใยcotton อันนี้มันจะมี % เขียนไว้นะคะ บางครั้งก็ไม่มีบอก ส่วนใหญ่จะเป็นกระดาษเกรดstudio ที่นักศึกษาใช้กันนี่ล่ะค่ะ เพราะมีราคาถูก ถ้าเจอกระดาษที่เป็น cotton fiber ก็ให้เข้าใจว่ามันผสมcotton แค่ 10-20 % นะคะ อย่าคาดหวังกับมันว่าจะดีมาก 


สำหรับคำแนะนำให้มือใหม่หัดลองวาด ไม่อยากลงทุนกับกระดาษเกรดartist ที่ดูจะแพงเกินงานอดิเรก แนะนำ ยี่ห้อ canson รุ่น fontenay ค่ะ เป็นกระดาษสีน้ำที่ผลิตมาจาก cotton 100% ราคาไม่แรงมาก หรือ จะใช้ fabriano artistico แบบ Rough ก็ได้ค่ะ A1 แผ่นละ 200 บาท โดยประมาณค่ะ ห่อนึงก็มี10 แผ่น แบบเล่มก็มีค่ะ แต่จะแพงกว่าซื้อแบบแผ่น

ที่มาของเนื้อหา  

http://parichartpainting.blogspot.com/2016/06/blog-post_28.html?m=1

วันพฤหัสบดีที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566

ความแตกต่างของสีแต่ละชนิด?

 







1) สีน้ำ สีจะโปร่งแสง ความเข้มข้นน้อย ต้องผสมน้ำมากๆเวลาวาด ถ้าวาดทับกันจะเห็นเป็นชั้นๆชัดเจน นักเขียนการ์ตูนจะนิยมใช้สีน้ำกันสังเกตได้เลย(คงเป็น)เพราะประหยัด เป็นสีที่วาดได้เรื่อยๆสบายๆ ส่วนมากวาดใส่กระดาษ กระดาษควรมีความหนา 200-300 แกรม เวลาโดนน้ำจะได้ไม่ยุ่ย



2) สีโปสเตอร์ ตรงข้ามกันกับสีน้ำ คือ ทึบแสง ความเข้มข้นสูง เนื้อสีไม่โปร่งเหมือนสีน้ำจึงไม่ควรผสมน้ำมากเพราะสีจะหมองและจืดจางขาดความสวยงามได้ การควบคุมสีขณะวาดจะง่ายกว่าสีน้ำเพราะการแทรกซึมน้อยกว่า ถ้าเริ่มวาดรูปหัดใช้สีโปสเตอร์จะพัฒนาเร็ว ส่วนมากวาดใส่กระดาษเช่นกัน



3) สีอะครีลิค เป็นสีที่สดใส มีความมันวาวสูงและสะท้อนแสงมาก และจะแห้งเร็วมากภายในไม่กี่นาทีหรืออาจไม่ถึงนาทีเลยในบางครั้ง ควรมีขวดสเปรย์หรือขวดน้ำหอมใส่น้ำไว้ฉีดพรมบนภาพด้วยเพื่อไม่ให้สีแห้งหากต้องการตกแต่งในส่วนนั้นต่อ และก็ควรฉีดใส่สีที่บีบไว้จานด้วยนะครับเดี๋ยวจะแห้งหมด การใช้สีอะครีลิคต้องระวังเรื่องภู่กันอย่างมาก ถ้าไม่ได้ใช้ควรจุ่มน้ำไว้ ถ้าเผลอสีจะแห้งติด ภู่กันแข็งไปหมดได้ เพราะสีอะครีลิคแห้งแล้วน้ำไม่ซึมครับ เหมาะที่จะวาดใส่ผ้าใบ (Canvas) หรือผ้าชนิดอื่นที่สามารถวาดได้ วาดใส่กระดาษได้แต่การคุมสีจะยากกว่าเนื่องจากมีข้อจำกัดเรื่องการใช้น้ำของสีอะครีลิคบนกระดาษ เทคนิคบางอย่างจึงทำไม่ได้




4)สีน้ำมัน คล้ายสีอะครีลิคแต่จะแตกต่างกันคือ แห้งช้ามาก อาจสองสามวันหรือมากถึงหนึ่งสัปหาด์กว่าจะแห้งสนิท แต่ก็ทำให้มีเวลาแต่งภาพนานมาก การแทรกซึมของสีจะเนียนและนุ่มนวลกว่าสีอะครีลิค มันทำให้ภาพดูมีเสน่ห์กว่าในความคิดผมนะ ตัวทำละลายคือน้ำมัน อย่าเผลอผสมน้ำนะครับ แหะๆ โดยน้ำมันที่ใช้ผสมชื่อว่าน้ำมันลินสีด (Linseed Oil) หลายๆคนมักนำไปผสมน้ำมันสนซึ่งเป็นสารระเหย อันตรายต่อสุขภาพ และยังทำให้เนื้อสีเสียด้วยครับ ถ้าแห้งแล้วเอามือลูบจะมีสีติดมือออกมา ซึ่งจะทำให้อายุของภาพที่วาดลดลงตามไปด้วย ส่วนเวลาล้างสีก็อาจใช้น้ำมันสนล้างพู่กัน แต่จริงๆจะมีน้ำยาล้างโดยเฉพาะครับที่ไม่อันตรายต่อสุขภาพ ผมจำไม่ได้เรียกว่าอะไร ขายเป็นแกลลอนราคาเป็นพันเลย การวาดนั้นเหมาะจะวาดบนผ้าใบเช่นกัน แต่ยังไม่เคยเห็นใครวาดบนกระดาษ ถ้าวาดน้ำมันคงซึมเต็มแน่ๆ



วันพุธที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566

มารู้จักแม่สี


    แม่สี คือ พื้นฐานของสี ที่เมื่อผสมกันแล้วเกิได้ป็นสีใหม่ 




ประเภทของแม่สี

1. แม่สีของแสง
 แม่สีแสงเกิดจากหักเหของแสงผ่านแท่งแก้วปริซึม คุณสมบัติของแม่สีประเภทนี้ ถูกนำมาใช้ประโยชน์ในการจัดแสงสี การถ่ายรูป รวมถึงการแสดงภาพในโทรทัศน์ เป็นต้น โดยมักเป็นแม่สีที่เรารู้จักกันดีที่สุด คือ สีแดง เหลือง และ น้ำเงิน



2. แม่สีของวัตถุธาตุ
แม่สีของวัตถุธาตุ เกิดจากการสังเคราะห์ด้วยกระบวนการทางเคมีทางธรรมชาติ ของแม่สีหลัก 3 สี ได้แก่ สีแดง สีเหลือง และสีน้ำเงิน ซึ่งแม่สีวัตถุธาตุเหล่านี้เมื่อผสมกันตามหลักเกณฑ์การผสมสีต่างๆ ก็จะทำให้เกิด "วงจรสี" (Colour Circle) ถือเป็นวงสีธรรมชาติ ที่ถูกนำมาใช้ในการสร้างสรรค์งานในวงการศิลปะ และอุตสาหกรรมต่างๆ โดยยึดตามวงสีนั่นเอง














เทคนิคการลงสีน้ำแบบง่ายๆ

  https://pin.it/6jonyMR 1) เทคนิคการระบายให้สีเรียบ เทคนิคระบายสีน้ำให้เรียบคือต้องผสมสีให้มีความพอเหมาะไม่หนืดเกินและไม่เหลวจนเกินไป โดยใช...